ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ การประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. 2569

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ การประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. 2569

 

 

 

 


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ การประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. 2569 คาดเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% และปรับลดอีก 2-3 ครั้งในครึ่งหลังปี 2569




ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. 2569 คาดเฟดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความยืดหยุ่น (Resilient) และเงินเฟ้อที่ไม่เร่งตัวแม้ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย ขณะเดียวกันเฟดคงต้องการรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยมีรายละเอียดดังนี้

• ตัวเลขตลาดแรงงานเดือนล่าสุดปรับดีขึ้นบ้าง แม้ยังมีแนวโน้มอ่อนแรง

o อัตราว่างงานเดือนธ.ค. 2568 ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% จาก 4.5% ในเดือนก่อนหน้า

o ยอดผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Jobless Claims) ในสัปดาห์ 11-17 ม.ค. 2569 ปรับตัวสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 2 แสนรายซึ่งต่ำกว่าตลาดคาด

o ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นที่ 5 หมื่นตำแหน่ง ซึ่งน้อยกว่าตลาดคาดที่ 6 หมื่นตำแหน่ง สะท้อนตลาดแรงงานสหรัฐฯ ติดอยู่ในภาวะ “จ้างน้อย-ปลดน้อย”

• เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังสะท้อนภาพยืดหยุ่น (Resilient) โดยการใช้จ่ายส่วนบุคคลของสหรัฐฯ (Real PCE) ปรับเพิ่มขึ้นที่ 0.3% MoM เป็นเดือนที่สองติดต่อกันในเดือนพ.ย. 2568 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนปรับเพิ่มขึ้นในเดือนม.ค. 2569 สู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ 56.4 สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงถูกขับเคลื่อนโดยครัวเรือนรายได้สูงและภาคธุรกิจที่เร่งลงทุนด้าน AI เป็นหลัก

• เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% แต่ความเสี่ยงขาขึ้นจำกัด โดยเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนธ.ค. 2568 อยู่ที่ 2.7%YoY และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ 2.6%YoY ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าและเป็นไปตามตลาดคาด ขณะที่เงินเฟ้อฟื้นฐานวัดจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ที่เฟดให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.8%YoY ในเดือนพ.ย. 2568 สะท้อนแรงกดดันด้านราคาโดยเฉพาะในภาคบริการที่ยังคงอยู่ แต่ยังไม่ถึงขั้นสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเงินเฟ้อในระยะกลาง โดยเฉพาะในบริบทที่อุปสงค์ภายในประเทศและตลาดแรงงานเริ่มชะลอลง

ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเฟดมีแนวโน้มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 2-3 ครั้ง โดยมีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยไปอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังคาดว่าจะเห็นการชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ

o การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงค่อนข้างแข็งแกร่งในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มชะลอลงในระยะข้างหน้า จากรายได้ที่ถูกกดดันและต้นทุนการครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากพฤติกรรมที่ผู้บริโภคต้องดึงเงินออมออกมาใช้เพื่อพยุงการใช้จ่าย โดยอัตราการออมปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 3.5% ในเดือนพ.ย. 2568 จาก 3.7% ในเดือนต.ค. 2568

o แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของเฟดจาก มาตรการภาษีนำเข้าและนโยบายการย้ายถิ่นที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้เฟดคงต้องการความมั่นใจกว่านี้ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อจะชะลอลงอย่างยั่งยืนก่อนพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี คาดว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยปรับลดลงใกล้เป้าหมาย 2% ในช่วงครึ่งหลังของปี ท่ามกลางอุปสงค์ที่ลดลง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามการเสนอชื่อผู้ว่าการเฟดคนใหม่อย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเสนอชื่ออย่างเร็วสุดภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้ ก่อนที่วาระของเจอโรม พาวเวลล์จะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ค. 2569 โดยรายชื่อที่ถูกจับตา ได้แก่ Kevin Warsh, Kevin Hassett และ Christopher Waller ซึ่งล้วนถูกมองว่ามีจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (Dovish) มากขึ้น สอดคล้องกับทิศทางของโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ที่มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางสายผ่อนคลายมากขึ้นเช่นกัน

ขณะที่ การสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับเจอโรม พาวเวลล์ ประเด็นการฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลต่อสภาในเรื่องงบปรับปรุงอาคารของเฟดได้ย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันทางการเมือง ในขณะที่คาดว่าจะไม่ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด อย่างไรก็ดี อาจส่งผลให้กระบวนการรับรองประธานเฟดคนใหม่โดยวุฒิสภาล่าช้าออกไป ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนต่อนโยบายการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่าน