‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ’ กำเงินสดสู้เศรษฐกิจ (3)

‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ’ กำเงินสดสู้เศรษฐกิจ (3)

 

 

 

 

 

‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ’ กำเงินสดสู้เศรษฐกิจ




วันนี้ (14 ม.ค.69) นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจในปี 2569 ยังมีความเสี่ยง ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน และฟื้นตัวอย่างเปราะบาง สำหรับการทำธุรกิจธนาคารยังทรงตัว เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงยังมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อผลกำไร จากทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มเป็นขาลงและความยากในการหารายได้ใหม่ๆ ขณะที่ความเสี่ยงทางด้านเครดิตยังคงมีอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่เติบโต ทำให้ลูกค้าในประเทศหาช่องทางการขยายธุรกิจได้ยาก



โดยประเด็นที่พบในปัจจุบันคือยอดการชำระคืนเงินกู้ (Repayment) มีจำนวนสูงมาก ซึ่งมียอดคืนเงินมากกว่ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ ซึ่งการคืนหนี้เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าลูกค้ามีความกังวลและระมัดระวังตัวมาก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีหลักประกันดี หากมองเห็นว่าเศรษฐกิจไม่มีช่องทางเติบโตก็เลือกที่จะคืนเงินกู้แทนการลงทุนต่อเพื่อป้องกันความเสียหายต่อธุรกิจ ภาวะเช่นนี้ทำให้ภาพรวมสินเชื่อของทั้งประเทศมีแนวโน้มคงที่ หรืออาจติดลบเล็กน้อย


“ลูกค้าดูแลตัวเองมากขึ้น เมื่อมองว่าไม่ควรลงทุนเพิ่มก็คืนหนี้ไปก่อนเพื่อเก็บทุนไว้ หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็ค่อยกลับมาลงทุนใหม่ ซึ่งธนาคารยังพร้อมปล่อยสินเชื่อแต่ต้องปล่อยให้ลูกค้าที่ไปได้ด้วย ไม่อยากปล่อยไปแล้วลูกค้าไปต่อไม่ได้ ลูกค้าอาจจะเสียหายภายหลังได้ แบงก์ก็เสียหายด้วย ซึ่งเรื่องปล่อยสินเชื่อเป็นอีกเรื่องที่ยากหากจีดีพีไม่โต”



แม้ภาพรวมจะท้าทาย แต่ธนาคารกสิกรไทยยังคงรักษาความเป็น ผู้นำในด้าน Digital Banking (มีฐานลูกค้า 1 ใน 3 ของตลาด) และเป็นผู้นำด้านเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ (CASA) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มั่นคงรวมถึงความเป็นผู้นำในกลุ่มกองทุนรวม (Mutual Fund)


นายจงรัก กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ KBank จะเน้นการคัดเลือกกลุ่มลูกค้าและอุตสาหกรรม (Selection) มากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ อุตสาหกรรมการแพทย์และท่องเที่ยว: ซึ่งไทยมีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับระดับสากล,เกษตรแปรรูป เน้นกลุ่มที่มีการสร้าง Value Added กลุ่มบริษัทรายใหญ่ (Corporate): ที่ยังมีการขยายตัวได้ดีกว่า SME สินเชื่อบ้าน (Home Loan): ที่ยังเห็นการเติบโต


นายจงรัก กล่าวอีกว่า ในส่วนของธุรกิจต่างประเทศธนาคารยังคงมองหาโอกาสในตลาดที่มีการเติบโตสูง เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม โดยในอินโดนีเซีย ธนาคารเพิ่มการถือหุ้นในแบงก์แมสเปี้ยนเป็น 89.48% เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและจัดระเบียบองค์กรเพื่อให้พร้อมต่อการรุกตลาดอย่างเต็มตัว


สำหรับประเด็นด้าน ESG ธนาคารยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยถือเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) แม้ว่าในระดับโลกจะเริ่มมีบางประเทศเช่นสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอความสนใจลง แต่ไทยยังต้องเดินหน้าต่อเพื่อรองรับมาตรการทางภาษีและเกณฑ์ทางการค้าจากฝั่งยุโรป

“ปีนี้ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ “Self-Correct” หรือการปรับสมดุลด้วยตัวเอง (Deleverage) ที่ยอดกู้ลดลงตามภาวะ GDP ที่โตต่ำ ซึ่งธนาคารต้องดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและเน้นความยั่งยืนร่วมกับลูกค้าเป็นหลัก”

อย่างไรก็ดี มาตรการยกระดับความเข้มงวดสกัดทุนเทาที่ให้ภาคธนาคารมีความเข้มงวดในการติดตามและต้องรายงานข้อมูลเข้มข้นนั้น นายจงรัก กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่ามักใช้ช่องทางทองคำในการฟอกเงิน ภาคธนาคารเป็นปลายทางของธุรกรรม เพราะจะเห็นข้อมูลเฉพาะเมื่อมีการนำทองมาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาทหรือดอลลาร์เท่านั้น


“แต่ภายใต้เกณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกมา ธนาคารเตรียมพร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบต้นทางของแหล่งเงินและรายงานที่มาที่ไปมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการรอหลักเกณฑ์การรายงาน”

ทั้งนี้ สถานการณ์โลกในปัจจุบัน แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะประเทศเล็กอาจไม่มีผลโดยตรงมากนักเมื่อเทียบกับเรื่องการปรับเปลี่ยน Supply Chain และความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นการเติบโตของจีน



“ในส่วนของตลาดเงินและค่าเงินบาท แม้จะมีความผันผวนแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ธนาคารและลูกค้าสามารถรับมือได้ตามที่คาดการณ์ไว้”