ครั้งหนึ่งเคยฆ่าตัวตาย! อลิษา ขจรไชยกุล “ชีวิตนักแสดงมีน้ำขึ้นน้ำลง”

ครั้งหนึ่งเคยฆ่าตัวตาย! อลิษา ขจรไชยกุล “ชีวิตนักแสดงมีน้ำขึ้นน้ำลง”

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง • ภาพ : วชิระ อติประเสริฐกุล
แต่งหน้า : วิโรจน์ ชมแค • ทำผม : วรพงษ์ พลเวียงคำ

 

ครั้งหนึ่งเคยฆ่าตัวตาย!
อลิษา ขจรไชยกุล
“ชีวิตนักแสดงมีน้ำขึ้นน้ำลง”

 

16 ปี เป็นช่วงวิปโยคสุดๆ ของชีวิต จากที่เคยมีทรัพย์สินหลายล้าน พอฟองสบู่แตก ไม่เหลือเงินสักบาท วันนี้มองอาชีพนักแสดงไม่แน่นอน เหมือนคลื่นกระทบฝั่งเป็นวัฏจักร

 

วิกฤตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเงินการคลังในปี 2540 ทำให้ธุรกิจนับร้อยนับพันต้องล้มละลาย หนึ่งในนั้นเป็นของอดีตนางเอกสาว แหม่ม-อลิษา ขจรไชยกุล ที่ร่วมลงทุนกับเพื่อนก็ล้มไม่เป็นท่า งานละครที่เคยมีก็หดหาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นคนปิดตัว ไม่ชอบออกงานสังคม เลยทำให้ผู้จัดละครหลายคนลืม จนส่งผลให้เป็นโรคซึมเศร้า แม้วันนี้ไม่ได้มีงานแสดง แต่เธอก็มีความสุขอยู่กับอาชีพแม่ค้าขายน้ำปั่นในเมืองทองธานี


// ชีวิตจริง...รับบท “แม่ค้า”
สมัยเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง คุณแหม่มร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ ทำธุรกิจผลิตสินค้ากิฟต์ช็อป เรียกว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดี จนกระทั่งเกิดภาวะฟองสบู่แตก ทุกอย่างเริ่มมีปัญหา เพราะลูกค้าเปลี่ยนใจไปซื้อของประเภทเหมาโหลซึ่งถูกกว่างานแฮนด์เมด ทำให้ธุรกิจเดินต่อไปไม่ได้ เป็นเหตุให้เธอตัดสินใจขายทรัพย์สินที่มีอยู่เพื่อใช้หนี้ธนาคาร

“ตอนนั้นธุรกิจล่มสลาย งานแสดงก็ไม่มี เลยกลับบ้านที่ศรีราชาเพื่อไปเลี้ยงหลานให้กับญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องอยู่ 2 ปี พอเข้าปีที่ 3 ก็ไปเลี้ยงหลานอีกคนที่ชุมพร พร้อมกับเรียนเสริมสวยไปด้วย จากนั้นกลับมากรุงเทพฯ เพราะมีละครติดต่อมาให้เล่น ซึ่งดูแล้วว่าเราเล่นเกือบทุกตอน เลยตัดสินใจกลับมา แต่พอกลับมาจริงทางผู้จัดไม่เอาเรา หลานอีกคนก็กลับไปเรียนที่ศรีราชาแล้ว ทำให้เราเคว้ง

“ระหว่างนั้นคิดว่าลองทำอะไรขายดีไหม เริ่มแรกทำสลัดผักส่งในเมืองทอง พร้อมกับทำอาหารส่งตามตึกในเมืองทอง ทำอยู่ 2 ปี พอผักเริ่มแพงได้กำไรน้อยลง ชีวิตเริ่มสับสนอีก จริงๆ ไม่อยากเจอคน เพราะจะต้องได้ยินคำถาม หายไปไหน ทำไมไม่เล่น ตอนนั้นคำถามพวกนี้เราไม่อยากตอบ เพราะนักแสดงทุกคนมาถึงจุดหนึ่งหลายคนก็มีความบอบช้ำทางใจที่ไม่เหมือนกัน

“พอดีว่าแผงขายของตรงนี้ก่อนหน้านี้ขายส้มตำแล้วเลิกขาย เพื่อนเลยส่งสับปะรดภูแลมาให้ขาย เพราะมีลูกค้าที่ชอบกินอยู่แล้ว ช่วงนั้นยอดขายก็ไปได้ดี แต่พอมีหลายร้านขายสับปะรดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ยอดขายเลยกระจายออกไป ตอนแรกเสียใจ เราก็ให้กำลังใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร ขนาดไก่ย่างห้าดาวยังไม่มีสาขาเดียว แต่มันวัดกันที่คนขายไง (หัวเราะ) เลยขายน้ำปั่นควบคู่กันไปด้วย บางวันก็มีแฟนละครมาทัก คิดถึงจังเลย หายไปไหนมา ไม่เล่นละคร เราบอกไปว่าหนูก็อยากเล่น แต่เขาไม่จ้าง (หัวเราะ) แล้วพอดีเราเปลี่ยนเบอร์ ทำให้ผู้จัดละครไม่สามารถตามตัวเราได้

“จริงๆ ต้องมีเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องฝังเป็นตัวเราเอาไว้เลย ที่เปลี่ยนเพราะเจอหมอดูทักว่าเบอร์นี้ไม่ดี เราไม่ได้งมงาย แต่อยากลองเปลี่ยนดู ถ้าใครเขาอยากให้เราเล่นเขาก็ต้องตามตัวเราเจอ ทุกวันนี้มีหลายคนบอกว่าคุณแม่ให้มาซื้อแล้วถ่ายรูปไปให้ดูด้วย เพื่อยืนยันว่ามาซื้อสับปะรดกับเราจริงๆ บางคนเคยดูละครที่เล่นเรื่องแรกเดินทางมา จริงๆ ไม่ได้มาเพื่อซื้อ แต่อยากมาเจอตัว เหมือนเป็นกำลังใจ ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าสู้นะ ตอนขายเดือนแรกอาย แต่เรามีเลือดแม่ค้าฝังมาตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะที่บ้านขายผัก พอว่างคุณยายจะไปขายหอยทอด ผัดไทย คนรอบข้างค้าขายกันหมด เรารู้สึกว่าถึงไม่มีก็ไม่ได้ขอใคร ทำได้แค่นี้ก็ทำให้เราอยู่ได้ถ้าไม่ฟุ้งเฟ้อ” อดีตนางเอกเล่าอย่างมีความสุข นอกจากนี้เธอยังได้กำลังใจจากโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก “แหม่มลิษา ลิษา”


// ฆ่าตัวตาย...เพราะธุรกิจล่ม
เมื่อธุรกิจล่ม งานไม่เข้า เงินไม่มี เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้คุณแหม่มเกิดอาการเครียดมากเหมือนคนบ้า เลยไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

“ไปเอาพระมาตั้ง แล้วถามท่านว่า เราไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมชีวิตเราต้องเป็นแบบนี้ หนูไม่เคยทำร้ายใคร เสร็จแล้วก็หมุนตัว ตอนนั้นก็นึกว่าถ้าพระตอบได้เราคงวิ่ง (หัวเราะ) ก็นั่งถามท่านอยู่อย่างนั้น มันเหมือนมีคนสองคนเถียงกันอยู่ข้างๆ หู คนหนึ่งบอกอย่าทำร้ายตัวเอง ส่วนอีกคนบอกให้ทำไปเลย ไม่ต้องสนใจ ไม่มีใครรักเรา แล้วเสียงมารตัวนี้มันดังมาก จนทำให้แหม่มล็อกประตูบ้านหมด แล้วคว้ายาเท่าที่มีในบ้านมากรอกใส่ปาก” นับว่าโชคยังดี เนื่องจากเป็นเวลาเดียวกันที่พี่สาวซึ่งเป็นลูกของป้าโทรศัพท์มาหา และได้ยินเสียงคุณแหม่มรับสาย แต่พลันเสียงนั้นเงียบหายไป พี่สาวเลยรีบนั่งแท็กซี่มานำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลาพอดี
“เรามารู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว พี่สาวบอกว่าตอนแรกคิดว่าจะไม่รอด เพราะหมอบอกให้ทำใจ ถ้ารอดโอกาสที่จะสูญเสียความทรงจำก็มีมาก นับว่ายังโชคดีที่ล้างท้องทัน ตอนนั้นหมดสภาพมากๆ ขังตัวเองอยู่ในห้องคนเดียวเป็นเดือนๆ ไม่ออกไปไหน ไม่พูดกับใคร ข้าวแทบไม่ตกถึงท้อง เอาแต่ดื่มเหล้าเพื่อให้หลับ เพราะในหัวมีแต่เรื่องให้คิด หนี้รถที่ยังผ่อนไม่หมด เงินที่ต้องใช้จ่าย งานก็ไม่มี แฟนก็ไม่สนใจ พอผ่านเรื่องเลวร้ายมาได้มันสอนเราเยอะ ให้เราอยู่บนความไม่ประมาท แล้วเอาความผิดพลาดมาเป็นตัวตั้ง เพื่อที่จะไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก หากจะกลับไปต้องให้เจอน้อยที่สุด มาถึงจุดนี้ทำให้เราเชื่อในเรื่องของเวรกรรม เหมือนเราต้องชดใช้ มีบางเรื่องก็หลุดไปทีละเปลาะกับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือมีปัญหากันมา พอหลุดไปมันเหมือนว่าเราคงหมดเวรกับเขาแล้ว” ทุกวันนี้มีความสุขกับอาชีพแม่ค้า แล้วยังได้ใส่บาตรทุกเช้า พร้อมกับกรวดน้ำให้กับเจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ พยายามไม่สร้างศัตรูเพิ่ม


// “ฟ้าหลังฝน” ชีวิตสดใสเสมอ
ปัจจุบันคุณแหม่มเป็นโรครูมาตอยด์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคเกาต์ บวกกับเพิ่งตรวจพบอีกว่าเป็นความดันสูงที่มาตามวัย แต่เธอก็กินยาอยู่ตลอดเวลา

“ชีวิตในตอนนั้นมันให้บทเรียนราคาแพงมาก ทำใจไม่ได้ เพราะเราไม่เหลืออะไรเลย มันทรมานมาก ไม่ได้ปรึกษาใครเลย คิดอย่างเดียวไม่อยากอยู่ มันเหนื่อย ทำไมชีวิตเป็นแบบนี้ กินแต่เหล้า จนเริ่มถามตัวเองว่าทำเพื่ออะไร เพราะตื่นมาเราก็ยังเจอปัญหาอยู่ เหล้าไม่ได้ช่วย มีแต่จะทำให้ร่างกายเสื่อมลง เงินก็หมด เลยเลิกดื่ม แล้วลองไปบวชชีพราหมณ์ แต่จิตใจก็ยังไม่สงบ ตอนกลางคืนก็ยังนอนไม่หลับ ต้องกินยาให้หลับ จากเม็ดสองเม็ดก็เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จนบางที 10 เม็ด ก็ยังไม่หลับ กลางวันก็เอาแต่นั่งเหม่อ คิดวนไปวนมาอยู่ในหัว”

กระทั่งได้พบ นพ.สมรักษ์ ชูวานิชวงศ์ จิตแพทย์ของโรงพยาบาลศรีธัญญา จึงรู้ว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จากนั้นทำให้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตคลี่คลาย “พอเกิดภาวะอย่างนี้ขึ้นมา เราก็จะหาวิธีเยียวยาตัวเอง พยายามบอกตัวเองทุกวันว่า เดี๋ยวมันก็มืดแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้สิ่งดีๆ ก็จะเข้ามา ทุกอย่างก็จะผ่านไป การทำอย่างนี้เหมือนเป็นการให้กำลังใจตัวเอง พยายามมองคนที่ด้อยกว่า แล้วจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เพราะถ้ามัวมองคนที่เหนือกว่าก็ยิ่งรู้สึกแย่ สำคัญต้องพยายามเปิดตัวเอง เพราะปัญหาหลักของเราคือ อยู่คนเดียวมากเกินไป พออยู่คนเดียวมันก็คิดมาก ฟุ้งซ่าน ก็ต้องออกไปข้างนอก ไปหาเพื่อน คุยกับเพื่อนบ้าง ที่สำคัญคือเมื่อมีปัญหาอย่าหนี ทุกวันนี้เราเลยมีประโยคประจำตัวว่า ทุกอย่างแก้ไขได้ ถ้าคิดที่จะสู้และแก้กับมัน” ผ่านวิกฤตเหล่านี้มาได้ทำให้เธอรักตัวเองมากขึ้น

// เวทีนางงาม...สู่นางเอกละคร
คุณอลิษา เกิดวันที่ 18 ตุลาคม 2509 ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์ปอลคอนแวนต์ เข้าสู่วงการจากการประกวดนางงามในระดับท้องถิ่น เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดมิสเวิลด์ในปี 2525 ก่อนเข้ามาประกวดนางสาวไทยในปี 2527 และเริ่มมีผลงานการแสดงเป็นละครโทรทัศน์ โดยไปสมัครกับ จิ๋ม-มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ที่เป็นเหมือนใบเบิกทางให้กับนักแสดงในยุคนั้น โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นคือ นก-จริยา สรณะคม (แอนโฟเน่) ส่งผลให้มีผลงานละครมากมาย เช่น ลูกทาส, อุ้งมือมาร, รุ้งเคียงดาว, ฆาตกรกามเทพ และ วังวารี ส่วนผลงานที่สร้างชื่อเสียงคือละคร เบญจรงค์ 5 สี ทางช่อง 3

“สมัยก่อนเล่นละครได้ค่าตัวเหมือนสมัยนี้คงรวยไปแล้ว ตอนนั้นเล่นละครค่าตัวตอนละ 600 บาท เดี๋ยวนี้นางเอกเบอร์หนึ่งได้ตอนละสามหมื่นห้าหมื่น เอามาเทียบกันไม่ได้ เพราะเราจะทุกข์ ยุคนั้นมันไม่ใช่ยุคนี้ ขนาดถ่ายโฆษณาสมัยก่อนได้สามหมื่นห้าหมื่น ถึงแสนสองแสนก็เท่ากับล้านสองล้านสมัยนี้ ถ่ายโฆษณาสูงสุดที่ได้ค่าตัวคือสองแสนห้า เป็นผลิตภัณฑ์คาโอที่ถ่ายร่วมกับนางเอกรวม 3 คน

“นักปั้นดาราสมัยก่อนจะดันใครเป็นพระเอกนางเอกก็ไม่มีการสร้างกระแสข่าวเหมือนสมัยนี้ เพราะยังไม่มีประกวดอะไรมากมายเหมือนปัจจุบัน ใครอยากเป็นนางเอกพระเอกจะต้องออกงานการกุศลต่างๆ คนที่เป็นนักปั้นก็จะปั้นให้สุดสายรุ้งไปเลย ไม่ใช่ให้เล่น 2 เรื่องแล้วหายเหมือนสมัยนี้ ที่ยังส่งไม่ถึงสวรรค์ชั้นเจ็ดก็ทิ้งแล้ว”

นอกจากนี้ในยุคหนึ่งคุณแหม่มเคยมีผลงานเพลงชุดหนึ่งชื่อ คืนรักฝากลม ระยะหลังประมาณปี 2544 ได้ออกจากวงการไปเพราะมีปัญหาสุขภาพ ในปี 2546 กลับมาแสดงภาพยนตร์เรื่อง องคุลิมาล รับบท มันตานี มารดาขององคุลิมาล ได้รับรางวัลนักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยมรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2546

// ใช้ชีวิตอย่าประมาท
โด่งดังจากวงการบันเทิง ผ่านประสบการณ์ชีวิตทั้งสุขและทุกข์ ได้รับบทเรียนแบบเฉียดตาย โดยคุณแหม่มกล่าวทิ้งท้ายถึงข้อคิดเตือนใจสำหรับใครที่ยังประมาท โดยเปรียบชีวิตมีขึ้นย่อมมีลง

“สมัยเป็นนักแสดงเราใช้ชีวิตปกติ แต่ตอนเป็นนักแสดงใหม่ๆ ยังเด็ก ก็มีบ้างที่คิดในใจ ไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว ทำไมหนอไปไหนถึงต้องมีคนมาติดตามเรา คนจะชมว่าตัวจริงเราสวย เราก็คิดอยู่ในใจว่า เยอะไปไหมเนี่ย หน้าตาก็ไม่ค่อยยิ้ม พี่เลี้ยงบอกให้ยิ้ม เราก็บอกหนูไม่ได้บ้าจะให้เดินยิ้มทั้งวัน (หัวเราะ) พี่เลี้ยงบอกยิ้มไปเถอะ เขาชอบเรา พอมาถึงยุคนี้ถ้าย้อนกลับไปสมัยนั้นได้ ฉันจะยิ้ม แต่ก็ยังไม่มากเท่ายุคนี้ที่ต้องออกข่าวมากๆ ยุคนั้นไม่ค่อยให้ออกไปไหน เขากลัวคนเห็นบ่อยๆ แล้วจะเบื่อ ผิดกับยุคนี้ คุณต้องออกมาสร้างกระแสข่าวตลอดเวลา

“วันเวลามันผ่านไป ตอนนั้นก็จะมี น้องแหม่ม-วิชุดา พินดั้ม ที่มาเล่นเป็นลูก เขาจะเป็นเหมือนเราสมัยก่อนที่ดังใหม่ๆ ก็จะบอกกับเขาไปว่า ตัวเล็กยิ้มสิลูก เขาทำเมินหน้า จึงบอกเขาว่า ตัวเล็กรู้ไหม ตัวเล็กเป็นเหมือนกระจกให้พี่มองว่าสมัยที่เราดังแรกๆ เป็นเหมือนกันเลย เชื่อพี่สิ เพราะถ้าวันเวลามันผ่านไป หนูจะนึกถึงพี่ ถ้าหนูโตขึ้นไปเจอคนที่เราต้องเอาใจใส่เขา หนูจะมีความรู้สึกเหมือนพี่ ซึ่งสมัยนั้นแฟนคลับเขาไม่ได้วุ่นวายอะไรกับเราเยอะ เพราะเขาชอบก็คือชอบจริงๆ”

“วงการบันเทิงให้อะไรกับพี่เยอะ เพราะเราเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งที่รอการใส่ปุ๋ย รอการเจริญเติบโต ก็จะมีคนนี้มาช่วยใส่ปุ๋ย คนนี้มาช่วยรดน้ำ ทำให้ได้ดอกออกผล เพียงแต่ชีวิตของพี่มาวันหนึ่งมันไม่เหลืออะไร เราก็ตั้งใจให้กำลังใจตัวเอง ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ อยากให้ทุกคนตั้งมั่นอยู่บนความรอบคอบ

“ถ้ายังอยู่ในช่วงที่คุณทำได้ แต่เห็นรุ่นน้องที่เป็นนักแสดงต่างคนต่างก็หาธุรกิจสำรองเอาไว้ เพราะอาชีพนักแสดงมันไม่แน่นอน มันเหมือนเป็นคลื่นกระทบฝั่ง เป็นวัฏจักรที่มีน้ำขึ้นน้ำลง อยู่ที่ว่าเราจะลงแบบไหน สมัยก่อนนักแสดงเกิดยากก็ตายยาก เพราะอยู่ได้ด้วยฝีมือ เช่น มี้-พิศมัย วิไลศักดิ์, คุณแม่โฉมฉาย ฉัตรวิไล แล้วเราใช้สิบนิ้วไหว้ด้วยใจเต็มร้อยจริงๆ สมัยนี้เกิดง่ายก็ตายง่าย ถ้าไม่รู้จักประมาณตัวเอง”

จากนี้ไป ชีวิต “อลิษา ขจรไชยกุล” จะกลับมาโลดแล่นฝากฝีไม้ลายมือให้กับวงการบันเทิงอีกหรือไม่ คงต้องติดตาม แต่ที่แน่ๆ เธอกำลังสมหวังกับความรักที่ตามหามานาน...